นายเกริกไกร จีระแพทย์

ประธานคณะกรรมการบริษัท

นายเกริกไกร จีระแพทย์

ประธานคณะกรรมการบริษัท

ปี 2563 เป็นปีที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และยังคงต่อเนื่องถึงปี 2564 เศรษฐกิจไทยปี 2563 ลดลงร้อยละ 6.1 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลงร้อยละ 7.5 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมปรับตัวลดลง ร้อยละ 0.9 และร้อยละ 3.2 ตามลำดับ

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2564 น่าจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 3.0-4.0 แต่ด้วยการแพร่ระบาดของโรคโควิดระลอกใหม่ ต้นปี 2564 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จึงคาดว่า ครึ่งแรกของปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0-2.5 โดยยังคงมีแรงสนับสนุนจาก 1 การปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ภายในประเทศ 2 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก 3 แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณและมาตรการทางเศรษฐกิจ และ 4 ฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 2563 และคาดการณ์ว่าช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มเศรษฐกิจจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น หากวัคซีนที่ฉีดป้องกันโรคโควิด 19 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดี ซึ่งจะเริ่มทยอยฉีดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564

การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในปี 2563 ทำให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้ทันกับสภาวการณ์ปัจจุบัน บริษัท QTC เอง เป็นหนึ่งในบริษัทที่สามารถปรับตัวทันต่อเหตุการณ์ ด้วยความพร้อมของระบบและความร่วมมือของบุคลากร ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิดเพียงเล็กน้อย บริษัทสามารถสร้างผลกำไรในปี 2563 ถึง 157.42 ล้านบาท

สำหรับแผนธุรกิจปี 2564 บริษัทยังคงการปรับแผนกลยุทธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างเข้มข้น เพื่อการสร้างยอดขายให้เติบโต บริษัทมุ่งเน้นไปที่การส่งออกเป็นสำคัญ การเพิ่มตัวแทนขายในต่างประเทศ การเพิ่มทีมขายที่มีความชำนาญเข้าไปเจาะตลาดใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อในต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในประเทศ เน้นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ การปรับกระบวนการผลิตต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต การปรับกลยุทธ์การติดตามหนี้ รวมถึงการกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงาน บริษัทได้แตกแขนงธุรกิจออกเป็นธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า และธุรกิจโซลาร์ ซึ่งบริษัทเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจโซลาร์ โดยบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์ ให้กับยี่ห้อชั้นนำ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของความแข็งแกร่งและการเติบโตของบริษัท

นอกจากนี้ คณะกรรมการได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในเรื่องของการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยในปี 2563 บริษัทมีระดับคะแนนการประเมินการกำกับดูแลกิจการอยู่ที่ระดับดีเลิศติดต่อกัน 6 ปีซ้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการ บริษัทฯ มุ่งหวังที่จะปรับปรุง และรักษามาตรฐานในการบริหารงานภายใต้กรอบการกำกับกิจการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

คณะกรรมการบริษัทขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณ ผู้มีส่วนได้เสียและผู้เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา และขอให้เชื่อมั่นว่า คณะกรรมการบริษัทจะบริหารงานอย่างเต็มศักยภาพ และมุ่งมั่นกำกับดูแลให้บริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบต่อไป